MV มังกรหยกภาคใหม่ที่จะลงจอปีหน้าค่ะ

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เนี่ยอู้เซ็ง

เนี่ยอู้เซ็งหนึ่งในสามเสาหลักนักเขียนนิยายวรยุทธ กิมย้ง-เนี่ยอู้เซ็ง-โก้วเล้งผลงานที่ขายดีที่สุด กลับเป็นเรื่อง แป๊ะฮวกม้อ นึ่งตึ่ง (Baifa Monyu Jhuan - น.นพรัตน์ แปลใช้ชื่อ นางพญาผมขาว) กับเรื่อง ฉิกเกี่ยมเหียเทียนซัว(Cijian Sia Tianshan - เจ็ดกระบี่ขุนเขาเทียนซาน) เนี่ยอู้เซ็งหนึ่งในสามเสาหลักนักเขียนนิยายวรยุทธ กิมย้ง-เนี่ยอู้เซ็ง-โก้วเล้งที่มา: http://www.niyayjeen.com ผลงานที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย:• เจ็ดนักกระบี่นางพญาผมขาว / นางพญาผมขาวสามกระบี่สาวกระบี่กู้บัลลังก์ / รอยแหนเงายุทธจักรเนี่ยอู้เซ็ง (ภาษาจีนกลาง ออกเสียง เหลียงอวี่เซิง - Liang Yusheng ) มีชื่อจริงว่า ตั้งบุ้นทง (ภาษาจีนกลางออกเสียงเป็น เฉินเหวินทง - Chen Wuntong ) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) เป็นชาวมณฑลกึงไซ (กวางสี - Guangxi Province ) คุณตาและคุณพ่อล้วนเป็นบันฑิตที่มีชื่อเสียง ส่วนทางบ้านพอมีสมบัติพัสถานนับเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ นิวาสถานที่ชนบทอยู่ใกล้กับภูเขาเอี้ยวซัวมักมีนักปราชญ์ปัญญาชนมาพักอาศัยเนี่ยอู้เซ็งจังได้รับการอบรมสั่งสอนจากผู้ทรงความรู้กล่าวกันว่าเมื่ออายุเก้าขวบถึงกับสามารถต่อประโยคแต่งกลอนคู่ขานรับกับคำกลอนประโยค แรกของผู้คงแก่เรียนทีเดียว เนี่ยอู้เซ็งสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา จากมหาวิทยาลัยเนี่ยน้ำ (Lingnan University) คณะเศรษฐศาสตร์ แต่โดยส่วนตัวชมชอบศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ แม้แต่เขาเองก็คาดคิดไม่ถึงว่าภายหน้าจะได้เป็นนักเขียนนิยายจีนกำลังภายใน มิหนำซ้ำ ยังเป็นผู้สร้างเส้นทางสายใหม่ให้แก่นิยายจีนกำลังภายในยุคใหม่อีกด้วย เมื่อปี ค.ศ. 1949 หลังสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นสงบลง เนี่ยอู้เซ็ง ก็เดินทางมายังฮ่องกง และทำงานในบริษัทหนังสือพิมพ์รายวัน ต่อมาในปี ค.ศ. 1952 ปรากฏครูมวยสองท่าน ประกาศตนว่ามีวิทยายุทธสูงส่ง จึงนัดวันเวลาประลองฝีมือพิสูจน์สความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกัน แต่ขณะนั้นทางฮ่องกงห้ามไม่ให้มีการต่อสู้ชิงชัย ได้แต่ตั้งเวทีลุยไถที่เมืองมาเก๊า ผลปรากฏว่า เจ้าสำนักหมัดไท้เก๊กต่อยหมัดถูกจมูกเจ้าสำนักกระเรียนขาวจนเลือดกำเดาไหล ออกมา การต่อสู้เป็นอันยุติแต่การประลองครั้งนี้ เป็นที่โจษขานกันไม่รู้จบ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซิงมึ่งป่อ (ซินหวั่นเป้า - Sin Wan Bao) ฉบับบ่าย เกิดไวพริมชั่ววูบตกลงจะตีพิมพ์นิยายกำลังภายใน เพื่อตอบสนองความต้องการผู้อ่านที่ชมชอบการต่อสู้ และมอบหมายให้เนี่ยอู้เซ็งซึ่งเป็นผู้ควบคุมคอลัมน์ของหนังสือพิมพ์เป็นผู้เขียนนิยายกำลังภายใน ถึ้งแม้ว่าเนี่ยอู้เซ็งจะปฏิเสธว่าไม่สามารถเขียนได้ แต่บรรณาธิกาชิงลงข้อความในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า จะตีพิมพ์นิยายกำลังภายในฉบันวันพรุ่งนี้ เนี่ยอู้เซ็งได้แต่จับปากกา เขียนเรื่อง เล้งโฮ้ว โต๋วเกียฮั้ว (Longhu Dou Jinghua - มังกรถล่มพยัคฆ์กลางกรุง)โดยใช้นามปากกาว่า เนี่ยอู้เซ็ง ซึ่ง แปลว่า เนี่ยผู้เป็นศิษย์ของอู้ เนี่ยอู้เซ็งอธิบายว่า เขานิยมชมชอบงานเขียนของ แป๊ะอู้ ซึ่งเป็นนักเขียนนิยายกำลังภายในยุคปี ค.ศ. 1930 - 1940 ผู้แต่ง จับยี่กิมจี้เปีย (สิบสองลูกดอกเหรียญทอง ) จึงปวารณาตัวเป็นศิษย์ของท่าน ส่วนคำว่าเนี่ย เป็นเพราะก่อนหน้านั้นเคยใช้นามปากกาว่า เนี่ยหุยยู้ เขียนคอลัมน์ในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ก่อน อุบัติการณ์โดยไม่ได้ตั้งใจครั้งนี้ ได้จุพลุความนิยมของนักอ่านขึ้น ทุกคนเฝ้าติดตามผลงานของเนี่ยอู้เซ็งจากหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน จนเนี่ยอู้เซ็งได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้สร้างสรรค์นิบายกำลังภายในยุคึใหม่ และอีกสามปี ให้หลังนามปากกา กิมย้ง ก็กำเนิดขึ้น จากเรื่อง จือเกี่ยมอึงชิ้วลก ( แปลว่า ตำนานอักษรกระบี่ - น.นพรัตน์ แปล ใช้ชื่อว่า จอมใจจอมยุทธ์ ) ซึ่งนำลงในหนังสือพิมพ์ซิงมึ่งป่อ เช่นกัน ยุคสมัยนั้น นิยายกำลังภายในไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร เฉกเช่นคนเล่นปาหี่ เปิดการแสดงเร่ร่อน ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมเท่าใดนัก จวบจนกระทั่ง เนี่ยอู้เซ็ง และ กิมย้ง เขียนนิยายกำลังภายใน สภาพการณ์ค่อยเปลี่ยนไป หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทั้งฮ่องกง ไต้หวัด สิงคโปร์ มาเลเซีย ล้วนแย่งซื้อนิยายกำลังภายในไปลงประจำ ตอนแรกหนังสือพิมพ์เซ้าส์อีสเอชีย คัดลอกเรื่องจากหนังสือพิมพ์ฮ่องกงนำลงต่อ แต่เนื่องด้วยต่างพากันลงพิมพ์หลายฉบับ จึงไม่เป็นที่ดึงดูดใจนักอ่าน หนังสือพิมพ์ที่มีฐานะดี จึงติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์จากนักเขียนฮ่องกง นำลงพร้อมกับหนังสือพิมพ์ฮ่องกงโดยให้ค่าลิขสิทธิ์ สูงกว่า หนังสือพิมพ์ฮ่องกงเสียอีก นิยายกำลังภายในของ เนี่ยอู้เซ็ง ชมชอบใช้ชื่อบทแบบโบราณ มิหนำซ้ำมีกลิ่นอายโคลงกลอนอย่าเข้มข้น โดยเฉพาะแทบทุกเรื่อง ต้องมีลำนำเพลง เปิดเรื่องด้วยถ้อยคำไพเราะ ทั้งยังใช้สำนวนเป็นภาษาแบบแผน จึงเป็นผลงานที่กอบด้วยวิญญาณจีนอย่างเปี่ยมล้น นอกจากนั้นยังผูกเรื่องราวเข้ากับประวัติศาสตร์จีนอย่างสอดคล้อง ดังนั้นจึงปรากฏเหตุการณ์จริง และบุคคลจริงในประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง จนได้รับการกล่าวขานว่า เป็นผู้สร้างนิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์จีนได้ดีที่สุด เนี่ยอู้เซ็ง มีผลงานทั้งสิ้น 38 เรื่อง ในส่วนตัวของเจารักชอบ เรื่อง เพี้ยจงเฮียบอี้ย (น.นพรัตน์แปล ใช้ชื่อว่า กระบี่กู้บัลลังก์ ) เรื่อง ฮุ้นนไฮ้เง็กเก็งอ้วง (บุพเพสันิวาสเกาทัณฑ์หยก) และเรื่อง นึ่งตี่คี้เอ็งฮ้ง (จักรพรรดิ์หญิงยอดวีรบุรุษ) ซึ่งเขียนถึงเรื่องราวของ พระนางบูเช็กเทียน (หวูเจ๋อเทียน) ฮ่องเต้หญิงองค์ดียวของจีน แต่ผลงานที่ขายดีที่สุด กลับเป็นเรื่อง แป๊ะฮวกม้อ นึ่งตึ่ง (Baifa Monyu Jhuan - น.นพรัตน์ แปลใช้ชื่อ นางพญาผมขาว) กับเรื่อง ฉิกเกี่ยมเหียเทียนซัว(Cijian Sia Tianshan - เจ็ดกระบี่ขุนเขาเทียนซาน) ซึ่งถูกขโมยพิมพ์มากที่สุด ที่ผ่านมามีคนเปรียบเทียบผลงานระหว่างกิมย้งกับเนี่ยอู้เซ็งว่ากิมย้งสามารถผสมผสานลักษณะ การเขียนของยิยายตะวันตกเข้ากับนิยายกำลังภายใน ส่วนเนี่ยอู้เซ็งคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นจีนมากที่สุด กิมย้งถนัดในการสร้างตัวละครฝ่ายอธรรม ส่วนเนี่ยอู้เซ็งเจนจัดในการสร้างวีรบุรุษเชี่ยวชาญอักษร และวีรสตีที่เปิดเผยองอาจ ผู้กล้าหาญที่ปล่อยตัวไม่นำพา ดังจะเห็นได้จาก เตียตัวปัง ในกระบี่กู้บัลลังก์ อสุรีหยก จาก นางพญาผมขาว และ กิมสี่ยุ้ย จาก ฮุ้นไฮ้เง็กเก็งอ้วง (บุพเพสันนิวาสเกาฑัณฑ์หยก) น่าเสียดายที่ยุคหลัง เนี่ยอู้เซ็งรับงานเขียนมากเกินไป มักเขียนนิบายพร้อมกัน 2 - 3 เรื่อง เป็นเหตุให้คุณภาพงานด้อยไป จนมีผู้วิจารณ์ว่า ผลงานในยุคแรกของเนี่ยอู้เซ็ง สมบูรณ์แบบมากกว่าผลงานยุคหลัง ปัจจุบัน เนี่ยอู้เซ็งวางมือจากการเขียนนิยายกำลังภายในแล้ว แต่ยังทำงานปรับปรุงแก้ไขผลงานทีผ่านมา ทยอดยจัดพิมพ์จำหน่าย โยขายต้นฉบับให้ก่สำนักพิมพ์เทียนตี่ของฮ่องกง และสำนักพิมพ์ฮวงฮุ้นซี่ต่อ ของไต้หวัน พร้อมกับตั้งปณิธานว่าจะเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ผากให้กับแผ่นดิน โดยจะเขียนเรื่องราวของ ไท้เพ้งเทียนก๊ก (ไท้ผิงเทียนกว๋อ - อาณาจักรเมืองแมนแดนสวรรค์ หรือ กบฏไท้ผิง ) เป็นเรื่องแรก เนี่ยอู้เซ็งนอกจากจะเป็นนักเขียนกำลังภายในแล้ว ยังเป็นมือหมากล้อม (โกะ) ฝีมือเยี่ยม โดยหัดเล่นหมากล้อมตั้งแต่อายุเก้าขวบ อาจารย์คนแรกของเขาคือคุณตาของเขานั่นเอง และในปี ค.ศ. 1977 สมาคมโกะของญี่ปุ่น และชมรมหมากล้อมของฮ่องงกง จัดการประลองหมายล้อมขึ้นที่ฮ่องกง เนี่ยอู้เซ็งเข้าแข่งขันในนามตัวแทนของฮ่องกงปรากฏว่า โค่นมือโกะจากญี่ปุ่น ชื่อ มาจึโมโต ฟุคุโอะ ลงได้ นอกจากนั้นเนี่ยอู้เซ็งยังใช้นามปากกา ตั้งลู่ เขียนบทวิจารณ์เกี่ยวกับหมากล้อม นำลงในหนังสือพิมพ์ซิงมึ่งป่อ ทั้งยังมีการจัดพิมพ์รวมเล่มอีกด้วย ความหลงงมงายในหมากล้อมของเนี่ยอู้เซ็ง ได้รับการบันทึกว่า เมื่อปี ค.ศ. 1950 เนี่ยอู้เซ็งเพิ่งแต่งงาน เดินทางไปฮันนีมูนที่กรุงปักกิ่ง แต่เพราะคันไม้คันมือ จึงและไปเล่นหมากล้อมที่ชมรมหมากล้อมในกรุงปักกิ่ง พบพานคู่มือที่ทัดเทียมกัน พันตูตั้งแต่ยามค่ำ ถึงเที่ยงคืน ตอนนั้นร้านอาหารในกรุงปักกิ่ง ปิดร้านตั้งแต่สามทุ่ม คำคืนนั้นนี่ยอู้เซ็งได้แต่ทนหนาวไปทั้งคืน ทำให้เจ้าสาวต้องยืนพิงหน้าต่าง ราอคอยสามีคืนกลับ รสชาตินั้นเป็นอย่างไร ต้องถามไถ่ภรรยาคู่ชีวิตของเนี่ยอู้เซ็งผู้สุภาพแล้ว หากจะใช้คำจำกัดความเปรียบเปรยผลงานของเนี่ยอู้เซ็ง สมควรยกอ้างข้อความของนักโคลงกลอน เล้าแป๊ะตวน ที่มอบให้แก่เนี่ยอู้เซ็ง
ชาติบ้านเมืองเสื่อมโทรม แผ่นดินใหญ่สั่นคลอน บุตรธิดาหาญกล้า ไม่เป็นสองรองใคร ขลุ่ยหยกเป่าถึง ตอนวิญญาณสลาย ชลเนตรแห้ง นัยนากลายเป็นสายเลือด

แปดเทพอสูรมังกรฟ้า

แปดเทพอสูรมังกรฟ้า จีนแต้จิ๋ว: เทียนเล้งโป๊ยโป๋ว จีนกลาง: 天龍八部 เทียนหลงปาปู้อังกฤษ: Demi-Gods and Semi-Devils)
กิมย้งเขียนเรื่อง เทียนเล้งโป๊ยโป๋ว แปดเทพอสูรมังกรฟ้าในปี พ.ศ. 2506-2510 ลงในหนังสือพิมพ์เม้งป่อ (หมิงเป้า) จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มครั้งแรกในปี พ.ศ. 2521 และปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2547จำลอง พิศนาคะ แปลเรื่องนี้ ในปี พ.ศ. 2522 ตั้งชื่อภาษาไทยว่า มังกรหยก ภาค 5 หรือ ภาคสมบูรณ์ เพื่อให้เป็นชุดเดียวกับมังกรหยกที่ได้รับความนิบมสูงสุดก่อนหน้า อันเป็นเหตุผลการตลาด ฉบับภาษาไทย แต่เรื่องนี้ที่เป็นที่รู้จักมากกว่าในชื่อ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ซึ่งเป็นชื่อของฉบับพากษ์ไทยของ น. นพรัตน์สถิติการพิมพ์ส. เรืองอรัญ แปล ใช้ชื่อ เดชพญามังกร สนพ สาส์นบันเทิง พิมพ์ปี พ.ศ. 2508 จำนวน 7 เล่มจบจำลอง พิศนาคะ แปล ใช้ชื่อ มังกรหยก ภาคสมบูรณ์ (ภาค 5) สนพ บันดาลสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2520 จำนวน 15 เล่มจบจำลอง พิศนาคะ สนพ บรรณกิจ พิมพ์ปี พ.ศ. 2522 จำนวน 15 เล่มจบจำลอง พิศนาคะ สนพ สร้างสรรค์ พิมพ์ปี พ.ศ. (พร้อมกล่อง) จำนวน 8 เล่มจบ น. นพรัตน์ แปล ใช้ชื่อ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า สนพ สยามสปอร์ตซินดิเคท พิมพ์ปี พ.ศ. 2534 จำนวน 8 เล่มจบ น. นพรัตน์ สนพ สยามอินเตอร์บุ๊ค พิมพ์ปี พ.ศ. จำนวน 4 เล่มจบ (ปกแดง) น. นพรัตน์ สนพ ดอกหญ้า พิมพ์ปี พ.ศ. 2537 จำนวน 4 เล่มจบ น. นพรัตน์ สนพ สยามอินเตอร์บุ๊ค พิมพ์ปี พ.ศ. 2549 จำนวน 5 เล่มจบ
Mu Wan Qing and Duan Yu were filming a scene whereby they were being pursued, and they were fleeing for their lives. Mu Wan Qing fainted from her injuries in the scene, and gave Duan Yu a great fright, and he kept calling her name. When she woke up and saw the person she loved, she cried uncontrollably. Even when the director yelled "Cut!", she still continued to cry. Indeed, she was acted till she could not separate herself from her character! ดาราคนโปรดของข้าพเจ้า Name: Jiang Xin Chinese Name: 蒋 欣 Birthday: May 08, 1983 Gender: Female Height: 5'6" (170 cm) Weight: 56 kg Location: China Native place: Hunan Present place: Beijing At the age of Seven, Jiang Xin entered Zhengzhou Children Art Group, and at the age of eight entered Henan Province Children Art Group. Jiang Xin graduated from Henan Province Art School Film And Television. At the age of Nine, Jiang Xin started to attend the film and television plays, up to now altogether participated in 18 film and television plays. Jiang Xin acted the leading role in the soap opera 〈坠子皇后〉 Jiang Xin's video clips at you tubehttp://www2.thaitv3.com/board2005/viewtopic.php?t=980&postdays=0&postorder=asc&start=0 "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" เป็นผลงานลำดับที่ 11 ของกิมย้ง นับตั้งแต่ชื่อเรื่อง และที่มาของแรงบันดาลใจ แสดงความใฝ่ใจในพุทธศาสนาของเขา ชื่อภาษาจีน "เทียนหลงปาปู้" หมายถึง เทพและอมนุษย์ 8 จำพวก ในตำนานของพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์เฉพาะตนแตกต่างกันไป ประกอบด้วย1. เทพ เป็นผู้มีบุญกุศล อาศัยอยู่ในสวรรค์ที่พรั่งพร้อม และอิ่มทิพย์ ทว่า ยังไม่อาจละกิเลสจากโลกียสุข เช่น ยังอยากได้หญิงงามของอสูร เป็นต้น2. อสูร เป็นอมนุษย์ในภพภูมิที่หยาบกว่าเทพ หากเป็นชายจะสุดอัปลักษณ์ หากเป็นหญิงจะมีรูปโฉมสะคราญ อสูรมักทำสงครามกับเทพบ่อยครั้ง เพราะต่างริษยาในกันและกัน อสูรอยากได้สวรรค์และความอิ่มทิพย์ของเทพ เทพอยากได้นางงามและภักษาหารรสโอชาของอสูร ต่างสัประยุทธ์กันจนฟ้าดินปั่นป่วน3. มังกร หรือนาค เป็นผู้สืบทอดพิทักษ์ศาสนา เปรียบกับพระชั้นผู้ใหญ่ หรืออุปถัมภกคนสำคัญ4. ครุฑ เป็นนกที่ยิ่งใหญ่ เมื่อกางปีกออกจะครอบคลุมดินฟ้าสามแสนหกหมื่นลี้ และมีฤทธิ์มาก สามารถสร้างความสั่นสะเทือนให้แผ่นดินและจักรวาลได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ในหนึ่งวัน ต้องกินมังกร 1 ตัว และลูกมังกร 500 ตัวเป็นอาหาร มักกล่าวกันว่า วีรบุรุษคนสำคัญคือครุฑมาเกิด5. ยักษ์ เป็นภูตประเภทหนึ่ง อยู่ระหว่างพรมแดนของเทพ อสูร และมนุษย์ มีความแข็งแรง คล่องแคล่ว เป็นกำลังที่เคลื่อนไหวได้ทั้งดีและชั่ว บางยักษ์ช่วยคุ้มครองมนุษย์ บางยักษ์ชอบจับมนุษย์กิน6. คนธรรพ์ เป็นเทพมังสวิรัติ ไม่แตะต้องเนื้อสัตว์สุรา แต่หลงใหลในความงามและกลิ่นหอม ส่วนตนมีฉายาและกลิ่นหอมชวนให้ผู้คนลุ่มหลง ทั้งยังแปลงกายเปลี่ยนรูปได้สุดหยั่งคะเน7. กินนร เป็นเทพที่ชอบร้องรำทำเพลง และสร้างสีสันสำราญใจให้แก่ชาวสวรรค์8. มโหราค เป็นอมนุษย์ชั้นต่ำต้อยที่สุด บ้างมีลำตัวเป็นมนุษย์ ศีรษะเป็นงู บ้างมีลำตัวเป็นงู ศีรษะเป็นมนุษย์ มีฤทธิ์มาก แต่ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวด้วยนักเทพอสูร 8 เหล่าในความเปรียบทางธรรม ยังหมายถึง ความเปิดกว้างโดยเมตตาของพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่ว่าเผ่าพันธุ์วรรณะใด ล้วนมีสิทธิที่จะสดับฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า สามารถแสวงหาความเข้าใจ ความหลุดพ้นจากทุกข์ และบรรลุธรรมได้โดยเสมอภาคกันทำไมเรื่องถึงมีชื่อว่า "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" แล้วแปดเทพอสูรมังกรฟ้าคือใคร บ้าง ตอนแรก กิมย้ง ต้องการที่จะสร้างตัวละครเอกขึ้นมาถึง 8 ตัวละคร เป็นตัวแทนของเทพกับอมนุษย์ 8 ชนิด อันประกอบด้วย เทวดา มังกร (นาค) ครุฑ คนธรรพ์ กินนร ยักษ์ อสูร และ มโหราค (ราหู) แต่พอแต่ง ไป แต่ง ไป (เข้าใจว่า) กิมย้ง ไม่อาจจะสร้างตัวละครขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ได้ครบทั้ง 8 ตัว แต่ด้วยชื่อเรื่อง ดูโอ่อ่า ลงตัว จึงได้คงชื่อเรื่องเอาไว้
ปัญหาเริ่องวิชาสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรและเพลงไม้เท้าตีสุนัขที่เป็นวิชาประจำพรรคกระยาจกในเรื่อง เคียวฟง หรือ เซียวฟง ที่เป็นประมุขพรรคกระยาจกในตอนท้ายเรื่องนั้นได้ฆ่าตัวตาย ทำให้วิชาสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรและเพลงไม้เท้าตีสุนัขที่เป็นวิชาประจำพรรคไร้ผู้สืบทอด เนื่องจากสองยอดวิชานี้จะถ่ายทอดให้กับประมุขพรรคเท่านั้น หรือถ่ายทอดให้กับศิษย์แต่เคียวฮงทั้งไม่ได้รับศิษย์ ทั้งยังถูกขับออกจากพรรคและประมุขพรรคยังไม่ได้ถูกคัดเลือกขึ้นมาทดแทน ถึงแม้จะมีอิ้วถังจือดำรงตำแหน่งพรรคในขณะนั้น แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของเหล่าขอทาน ซ้ำยังภายหลังอิ้วถังจือก็ไม่ได้อยู่ในพรรคอีกต่อไป เหตุนี้เองจึงสงสัยว่าวิชาสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรและเพลงไม้เท้าตีสุนัขในเรื่อง "มังกรหยก ภาคก๊วยเจ๊งยอดวีรบุรุษ" ซึ่งมี ขอทานอุดร อั้งฉิกกง อั้งปั้งจู้ เป็นประมุขพรรคกระยาจกรับสืบทอดยอดวิชาจากที่ใด ในเมื่อ เรื่อง "มังกรหยก ภาคก๊วยเจ๊งยอดวีรบุรุษ" เป็นเหตุการณ์หลังเรื่อง "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า" ฉากหลังเรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้า เป็นประวัติศาสตร์ช่วงก่อนมังกรหยกภาคแรกประมาณ 100 ปีก่อนหน้านั้น ราชวงศ์ซ้อง (ซ่ง) ดำเนินนโยบายลิดรอนอำนาจขุนศึก และนิยมลัทธิขงจื๊อใหม่ กำลังของส่วนกลางจึงไม่เข้มแข็งนัก ช่วงเวลาตามท้องเรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้า แผ่นดินจีนแบ่งออกเป็น 5 อาณาจักร ของหลายชนเผ่าตรงกลางคือต้าซ้องของชาวฮั่น ด้านเหนือคือต้าเหลียวของชาวชี่ตัน ด้านใต้คือต้าหลี่ ด้านตะวันตกเฉียงเหนือคือซีเซี่ย และด้านตะวันตกเฉียงใต้คือถู่ฝาน ต่างฝ่ายต่างอยากกลืนอาณาจักรอื่น และอาณาจักรที่ล่มสลายไปแล้วอย่างเยี่ยน ก็มีคนคิดฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ศึกสงครามจึงไม่สงบโดยง่ายตัวละครมีมาก เรื่องราวก็ซับซ้อน กิมย้งใช้วิธีเล่าถึงทีละคน ทีละเหตุการณ์ ไล่เรียงกันไป หากอุปมาเทพอสูร 8 เหล่า เป็นตัวละครต่างๆ อาจเปรียบได้ว่าตัวละครแต่ละจำพวก คล้ายต่างคนต่างอยู่ และต่างมีปัญหาของตนเอง แต่กลับเชื่อมโยงเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงเข้ามาอยู่ในวังวนแปดเทพอสูรมังกรฟ้า แปดเทพอสูรมังกรฟ้าจึงไม่ใช่นิยายกำลังภายในที่ว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม หากเป็นการต่อสู้ระหว่างคนกับชีวิตที่เป็นทุกข์จากกิเลสที่แตกต่างกัน และแปรเปลี่ยนไปสุดจะหยั่ง

ผู้กล้าหาญคะนอง-กระบี่เย้ยยุทธจักร-เดชคัมภีร์เทวดา

คำอธิบายจากหนังสือสกัดจุดยุทธจักรมังกรหยกเฉี่ยเหงากังโอ๊ว (เซี่ยวเอ้าเจียงหู) เรื่องนี้ น.นพรัตน์แปล ครั้งแรกชื่อเรื่อง 'ผู้กล้าหาญคะนอง' แต่ ต่อมาเปลี่ยนชื่อตามภาพยนตร์โทรทัศน์ว่า 'กระบี่เย้ยยุทธจักร' เฉี่ยแปลว่ายิ้ม, หัวเราะ เหงา แปลว่า ผยอง, หยิ่ง กังโอ๊ว แปลว่ายุทธจักร รวมแล้วพอจะแปลเอาความได้ว่า 'ยิ้มผยอง (ใน) ยุทธจักร' หรือ 'ยิ้มผยอง หยันยุทธจักร' เรื่องนี้เป็นยอดเขาแห่งความสำเร็จอีกยอดหนึ่งของกิมย้งเมื่อเรื่อง 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' โด่งดังในบรรณพิภพนั้น ผู้อ่านเป็นอันมากเชื่อว่ากิมย้งขึ้นมาถึงยอดเขา สูงสุดแล้ว คงไม่สามารถสร้างนิยายชั้นเยี่ยมแหวกแนวเรื่องนี้ไปได้อีก ความไม่เด่นของเรื่อง 'เทพบุตรทลาย ฟ้า' ยิ่งทำให้นักอ่านวิจารณ์เหล่านั้นเชื่อว่า ฝีมือของเขาถึงจุดอิ่มตัวแล้วแต่แล้วกิมย้งก็แหวกวงล้อมตัวเองออกมาได้อีก ในเรื่อง 'แปดเทพอสูรมังกรฟ้า' มีคนสารพัดชนิดแต่ไม่มี คนอย่างเหล็งฮู้ชง พอเหล็งฮู้ชงออกสู่โลกหนังสือก็เป็นผู้นำนิยายกำลังภายในเข้าสู่อาณาจักรใหม่คำตามโดยท่านกิมย้งบุคคลที่ชาญฉลาดเจ้าปัญญา ผู้ที่ห้าวหาญมีกำลัง ส่วนใหญ่ล้วนมักใหญ่ใฝ่สูง บรรทัดฐานของธรรมจริยา แบ่งแยกพวกเขาเป็นบุคคลสองประเภท ผู้ที่มีเป้าหมายอยู่ที่สร้างสรรค์ความสุขส่วนรวม นับเป็นคนดี ผู้ที่เห็น แก่ลาภยศสรรเสริญส่วนตนทำร้ายผู้อื่น นับเป็นคนเลว ความเป็นคนดีหรือเลวใหญ่หลวงเพียงไหนขึ้นอยู่กับ ระดับและจำนวนของการเอื้ออำนวยประโยชน์และสร้างความเสียหายขึ้นประวัติศาสตร์ทางการเมืองส่วนใหญ่เป็นคนเลวครองอำนาจ ดังนั้นมีคนคิดอุบัติขึ้นแทนที่ มีบ้างคิดกระทำการ เปลี่ยนแปลง แต่มีผู้คนอีกประเภทหนึ่งไม่ฝากความหวัง ต้องการเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องการสุมหัวรวมกับ ผู้ครองอำนาจ ทางเลือกของพวกเขาคือถอนตัวจากวังวนแห่งการแก่งแย่งช่วงชิง ครองตัวอยู่อย่างสงบ ดัง นั้นจึงก่อเกิดฝ่ายครองอำนาจ ฝ่ายกบฏ ฝ่ายเปลี่ยนแปลงและผู้สันโดษขึ้นทัศนคติที่สืบทอดต่อกันมาของจีน กระตุ้นเตือนให้ผู้คนมุมานะหมั่นศึกษาเพื่อเข้ารับราชการหัดเยี่ยงขงจื้อที่ กระทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่กับผู้สันโดษก็ให้คำวิจารณ์อย่างสูง ผู้สันโดษไม่ได้มีส่วนสร้างสรรค์ต่อสังคม แต่การกระทำของพวกเขาแตกต่างกับผู้แก่งแย่งชิงอำนาจ ชี้นำขอบข่ายของการดำรงคงอยู่ อีกประการหนึ่ง ด้านธรรมจริยา ชาวจีนให้การเรียกร้องต่อผู้คนอย่างกว้างๆ ขอเพียงไม่ทำร้ายถึงผู้อื่น ก็นับเป็นคนดีในหนังสือลุ่นงื่อ (ตรรกบท) เขียนถึงผู้สันโดษมากหลาย ประกอบด้วยคนเฝ้าประตูผู้แกล้งบ้าชอเล็กทง แป๊ะอี้ เจ่กฉี้ ง้อตง อี้อิด จูเจียง ลิ่วเตียหุยทั้งหลาย ขงจื้อให้การยกย่องพวกเขาเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะไม่เห็น ด้วยกับวิธีการของพวกเขาก็ตามขงจื้อแบ่งสันโดษเป็นสามชนิด เช่น แป๊ะอี้เป็นผู้ไม่ละทิ้งปณิธานตัวเอง ไม่ยอมสูญเสียศักดิ์ศรีตัวเอง เช่น ลิ้วเหียหุยยอมสูญเสียปณิธานและศักดิ์ศรี แต่ประพฤติชอบด้วยเหตุผล เช่นบ้อตงที่ถอนตัวเร้นกาย วิจารณ์ อย่างอุกอาจ ไม่กระทำเรื่องชั่วร้าย ไม่เข้าร่วมกับการเมืองเมื่อเข้าร่วมกับบทบาททางการเมือง มิอาจไม่ละทิ้งปณิธานและศักดิ์ศรี ประการสำคัญอยู่ที่ "ตัวบุคคล" หากรับ ราชการเพื่อผลประโยชน์ของปวงชน มิเห็นจะไม่ได้ ขอเพียงยึดมั่นในหลักการรับใช้ปวงชน ไม่คำนึงถึงชื่อ เสียงลาภยศส่วนตัว ถึงแม้มิอาจไม่ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ก็กล่าวได้ว่าเป็นผู้สันโดษข้าพเจ้าเขียนนิยายกำลังภายใน เพื่อต้องการเขียนธาตุแท้ใจคอของคนเช่นเดียวกับนวนิยายส่วนใหญ่ ระหว่าง เขียนกระบี่เย้ยยุทธจักร สาธารณรัฐประชาชนจีนเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมแก่งแย่งชิงอำนาจอย่างรุนแรง ฝ่าย ครองอำนาจกับฝ่ายกบฏเพื่อช่วงชิงซึ่งอำนาจ ดำเนินวิธีการต่างๆนานา แสดงออกซึ่งจุดด่างในธาตุแท้ใจคอ ของคน ข้าพเจ้าเขียนบทนำให้กับหนังสือพิมพ์เม้งป่อ แสดงปฏิกิริยาต่อการกระทำอันสกปรกโสมมทางการเมือง อย่างรุนแรง ย่อมเกิดผลสะท้อนต่อนิยายกำลังภายใน ซึ่งเขียนติดต่อกันเป็นประจำทุกวันนิยายเรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาโจมตีการปฏิวัติวัฒนธรรม หากแต่อาศัยตัวละครในหนังสือตีแผ่ปรากฏการณ์โดยทั่วไป ในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของจีนซึ่งดำเนินติดต่อกันมาสามพันกว่าปี นิยายที่เขียนโจมตีไม่มีความหมายเท่าใด เหตุการณ์ทางการเมืองผันผวนอยู่ทุกเมื่อ มีแต่การตีแผ่ธาตุแท้ใจคอของคนจึงมีคุณค่าระยะยาวกว่า การแก่งแย่ง ชิงอำนาจโดยไม่คำนึงถึงทุกสิ่งเป็นสภาพการณ์ขั้นพื้นฐานในวิถีชีวิตทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ หลายพัน ปีที่ผ่านมาเป็นเช่นนี้ หลายพันปีให้หลังเกรงว่ายังคงเป็นเช่นนี้ยิ่มอั้วเกีย ตังฮึงปุกป่าย งักปุกคุ้งและจ้อแนเซี้ยง ขณะที่ข้าพเจ้านึกวาดมโนภาพไม่ใช่ยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้ม หากแต่ เป็นนักการเมือง ลิ้มเพ้งจือ เฮี่ยงมุ่งเทียน เจ้าอาวาสปึงเจ่ง ชงฮือเต้าเจี้ยง เตี่ยวเอ้ยซือไถ่ มกไต้ซิงแซ อื้อชังไฮ้ ทั้งหลายก็เป็นนักการเมือง บุคคลหลากสีหหลากสันเหล่านี้ มีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย คาดว่ามีอยู่ในประเทศอื่นด้วยคำขวัญ "อายุยั่งยืนหมื่นปี สยบทุกแคว้นธรณี" ได้เขียนในหนังสือตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 ยิ่มอั้วเกี้ยครองอำนาจใหญ่ ก่อเกิดเป็นสภาพฟอนเฟะ นับเป็นปรากฏการณ์โดยทั่วไปของธาตุแท้ใจคอผู้คนเหล่านี้ ไม่ได้ต่อเติมหรือแก้ไขในการ ปรับปรุงใหม่ครั้งนี้แต่อย่างไรขณะที่กระบี่เย้ยยุทธจักรนำลงในหนังสือพิมพ์เม้งป่อ หนังสือพิมพ์ภาษาจีน ภาษาเวียดนาม ภาษาฝรั่งเศสในไซ่ง่อน จำนวนยี่สิบเอ็ดฉบับได้นำลงพร้อมกัน ระหว่างมีการประชุมในรัฐสภาเวียดนามใต้ มักมีสมาชิกรัฐสภากล่าวหาอีก ฝ่ายหนึ่งเป็นงักปุกคุ้ง ซึ่งเป็นตัวแทนของเผด็จการ คาดว่าสถานการณ์ทางการเมืองของเวียดนามใต้ตอนนั้นเกิด การผันผวน บุคคลทั่วไปบังเกิดความสนใจต่อการต่อสู้ทางการเมืองเป็นพิเศษเหล็งฮู้ชงมีนิสัยสันโดษมาแต่กำเนิด ไม่มีความสนใจต่ออำนาจ เอี่ยงเอี้ยงก็เป็นผู้สันโดษ นางมีอำนาจฆ่าฟันผู้ห้าว หาญชาวยุทธจักร แต่ยินยอมเร้นกายในตรอกคับแคบเมืองลกเอี้ยง ดีดพิณเป่าขลุ่ยบำเรออารมณ์ ในชีวิตนาง เน้นถึงอิสระส่วนตัว ความสำคัญเพียงหนึ่งเดียวคือความรัก โกวเนี้ยนางนี้ขวยเขินเอียงอาย แต่ด้านความรักนาง เป็นฝ่ายเสนอ เหล็งฮู้ชงตกหลุมรักงักเล้งซังโดยไม่อาจควบคุมตัวเอง มีแต่ตอนอยู่บนทางหลวงข้างดงเกาเหลียง ระหว่างที่โดยสารรถคันเดียวกับเอี่ยงเอี้ยง ความรักอันงมงายที่มีแต่งักเล้งซังค่อยสูญสลาย ได้รับการปลด เปลื้องทางใจ ตอนจบของนิยายเรื่องนี้ เอี่ยงเอี้ยงเกาะกุมมือเหล็งฮู้ชงไว้ ทอดถอนใจกล่าวว่า "คิดไม่ถึงเรา ยิ่มเอี่ยงเอี้ยงก็ถูกวานรใหญ่ตัวหนึ่งผูกมัดไว้ไม่อาจแยกจากกัน" ความรักของเอี่ยงเอี้ยงลงเอยอย่างสุขสมิ แต่ อิสระของเหล็งฮู้ชงกลับถูกผูกมัดไว้ อาจบางทีมีแต่ความรักข้างเดียวของงี้นิ้ม อิสระของเขาจึงไม่ได้ถูกผูกมัดคนมีชีวิตในโลก ไม่สามารถมีอิสระสมบูรณ์พร้อม คิดหวังปลดเปลื้องทุกสิ่ง ได้คิดโดยปรุโปร่ง มิใช่วิสัยของผู้คน มิใช่วิสัยของผู้คนธรรมดา ผู้คนที่กระตือรือร้นต่อการเมืองและมัวเมาในอำนาจ ถูกความทะเยอทะยานผลักดันให้ กระทำเรื่องราวที่ผิดมโนธรรมประจำใจแท้ที่จริงเป็นบุคคลที่น่าเวทนาในศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาของจีน ไม่ว่ากาพย์กลอนร้อยแก้ว บทละคร ภาพวาดการแสวงหาความปลดปล่อย ของนิสัยจำเพาะเป็นหัวข้อที่โดดเด่นที่สุด ยุคสมัยยิ่งปั่นป่วนชีวิตราษฎรยิ่งลำบากยากแค้น หัวข้อนี้ยิ่งโดดเด่นกว่า เดิม"คนอยู่ในยุทธจักร ไม่เป็นตัวของตัวเอง" คิดถอนตัวเร้นกายมิใช่เรื่องง่ายดาย เล้าเจียฮวงแสวงหาอิสระแห่งศิลปะ ยึดมั่นในมิตรจิตมิตรใจ คิดล้างมือในอ่างทอง สี่สหายกังหนำซ่อนตัวเร้นกายในหมู่บ้านเหมย หวังเสพสุขจากพิณ หมากรุกพู่กันภาพวาด พวกเขาล้วนทำไม่ได้ต้องพลีชีวิตไป ทั้งนี้เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของการแก่งแย่งชิงอำนาจทาง การเมืองสำหรับก๊วยเจ๋งที่เป็นวีรบุรุษที่แท้ พลีชีพเพื่อชาติเพื่อราษฎร ยิ่งเป็นที่เด่นชัดด้านธรรมจริยา เหล็งฮู้ชงมิใช่วีรบุรุษ หากแต่เป็นผู้สันโดษที่แสวงหาอิสรเสรีและการปลดปล่อยของนิสียจำเพาะ เหล็งฮู้ชงกลับมีนิสัยคึกคะนอง ไม่ยอมถูก ควบคุมบังคับ ระหว่างอยู่บนผาไม้ดำ ไม่ว่าเอี้ยเน้ยเต็งหรือยิ่มอั้วเกี้ยครองอำนาจ ผู้อื่นเพียงเผยอยิ้ม จะเผชิญเภท ภัยฆ่าฟันถึงแก่ชีวิต เขากลับไม่นำพา ความอิสรเสรีของการยิ้มเย้ยยุทธจักรคือเป้าหมายที่ชนชั้นเหล็งฮู้ชงเสาะแสวงหาทั้งนี้เพราะต้องการเขียนอุปนิสัยโดยพื้นเพทั่วไป และปรากฏการณ์ปรกติวิสัยทางการเมือง ดังนั้นนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ มีฉากประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงออกว่าเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัยกิมย้งพฤษภาคม 1980

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วิวัฒนาการของนิยายกำลังภายใน 2

นิยายกำลังภายในจีนแบบใหม่ เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1919 เป็นต้นมา มีกระแสต่อต้านชาวต่างชาติของชาวจีนสูงมาก มีการปรับปรุงงานเขียนนิยายให้มีสำนวน โครงเรื่อง ให้โดดเด่นกว่านิยายแปลของทางตะวันตก จนมาเป็นสำนวนนิยายจีนกำลังภายในในปัจจุบัน โดยผู้บุกเบิกที่สำคัญมีอยู่ 5 ท่าน (จากคำนิยมของคุณก่อศักดิ์ ในเรื่อง ผู้กล้าอาชาเหล็ก) คือ 1. เพ้งกังปุกเสี่ยวเซ็ง จากเรื่อง ตำนานผู้กล้าหาญยุทธจักร 2. โฮ้ยจูเล้าจู้ (หวนจูโหล่วจู) จากเรื่อง ศึกเทพยุทธ์เขาซูซัน 3. แป๊ะอู่ (ไป่หลี่) จากเรื่อง สิบสองลูกดอกเหรียญทอง 4. แต้เจ่งอิ้ง (เจิ้นเจิ้นอิ้ง) จากเรื่อง เจ้ากรงเล็บอินทรี 5. เฮ้งโต่วโล้ว (หวังตู้หลู) จาก เบญจภาค ชุด กระเรียน-ม้าเหล็ก (เป็นแนวภาคต่อเนื่อง เรื่องแรก ซึ่งกิมย้ง น่าจะได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายจีนไตรภาค มังกรหยก มาจากเรื่องนี้) ตอนช่วงจีนเปลี่ยนระบบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ รู้สึกว่า นิยายจีนจะสะดุดหยุดชะงักไป เท่าที่ทราบมา เฮ้งโต้วโล้ว ถูกพวก เรดการ์ด เนรเทศไปตายที่ชนบทอย่างเงียบๆ นิยายจีนกำลังภายในจึงมาเฟื่องฟู ในทางแถบฮ่องกง และไต้หวัน แทน

วิวัฒนาการของนิยายกำลังภายใน

วิวัฒนาการของนิยายกำลังภายในหยุ่นฉวน เขียนไว้ในหนังสือ “เจียงหูเหวินฮั่ว” (วัฒนธรรมยุทธจักร) ว่า วีรธรรมยุทธนิยายของจีน แบ่งได้ 4 ยุค คือ1.ยุคราชวงศ์ฉินและฮั่น จนถึง ราชวงศ์สุยและถัง2.ยุคราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง สองยุคนี้อาจเรียกรวมกันได้ว่า นิยายกำลังภายในแบบโบราณ3.ยุคนิยายกำลังภายในแบบเก่า4.ยุคนิยายกำลังภายในแบบใหม่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงราชวงศ์ซ่งและหยวน แต่ดูจากลักษณะวรรกรรมแล้วควรจัดอยู่ใน 2 ยุคแรก เป็นช่วงรอยต่อระหว่าง ยุค 1 และ ยุค 2วรรณกรรมในสมัยก่อนราชวงศ์ฉิน แม้จะมีเรื่องการต่อสู้แต่ก็เป็นเรื่องเชิงประวัติศาสตร์ ไม่อาจนับเป็น “ยุทธนิยาย”ที่แท้จริงได้ จนในสมัยราชวงศ์ฮั่น ซือหม่าเชี่ยน ได้รวบรวม “ประวัติชาวยุทธ์สัญจร” ไว้เป็นบทหนึ่งในหนังสือ สื่อจี้ เรื่องราวของชาวยุทธเหล่านี้มีมีสีสรรของวรรณกรรมและคุณธรรม ตลอดจนจริยะธรรมของชาวยุทธ คือ “แม้คนเหล่านี้จะขัดต่อกฎหมายของชนชั้นปกครอง แต่พวกเขาก็รักสัจจะ กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ให้ความสำคัญแก่สัจจะยิ่งชีวิต ช่วยขจัดทุกข์ภัยแก่ผู้ถูกรังแกหรือบ้านเมือง ไม่ใช่อวดความดีของตน”“ประวัติชาวยุทธ์สัญจร” จึงถือได้ว่าเป็นต้นธารของยุทธจักรนิยายจีน เพราะในสมัยราชวงศ์ฮั่นก็มีผู้เอาประวัติของ จิงคอ ผู้พลีชีพไปแทง ฉินอ๋อง มาแต่งเป็นนิยายต่อมาในราชวงศ์วุ่ย – จิ๋น ยุทธจักรนิยายเริ่มแทรกเข้ามาในเทพนิยาย ในหนังสือชุด “โซวเฉินจี้ (รวมเรื่องเทพ)” มีเรื่อง “ซันหวางมู่ – สุสานสามอ๋อง” ว่าด้วยเรื่องราวของชาวยุทธที่จบลงแบบโศกนาฎกรรมอันรัดรึงใจ เป็นยุทธนิยายที่ดีเด่นที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติวรรณคดีจีน ในสมัยราชวงศ์ถัง มียุทธนิยายขนาดสั้นเกิดขึ้นมากมาย เช่น หงเสี้ยนจ้วน (เรื่องของแม่นางหงเสี้ยน) เรื่องที่ได้รับการยกย่องที่สุดคือ ชิวหญ่านเค่อจ้วน (ตำนานจอมยุทธ์เครา) กิมย้ง ชื่นชมยกย่องเรื่องนี้มาก เห็นว่าให้แนวทางแก่นิยายกำลังภายในรุ่นหลังเป็นอเนกประการสมัยราชวงศ์ซ่ง ยุทธจักรนิยายมีขนาดยาวขึ้น เป็นจุดเริ่มของนิยายกำลังภายในยุคใหม่ นิยายจีนของราชวงศ์หมิง ซึ่งเริ่มมีลักษณะนิยายจีนชัดเจนขึ้นสมัยราชวงค์หมิงมีผู้เอานิทานที่เล่าสมัยราชวงศ์ซ่งมาเรียบเรียงให้ต่อเนื่องกันไป ทั้งแต่งเติมให้ยาวขึ้นจนกลายเป็นนิยาย เรื่องแรกคือ สามก๊กเอี้ยนหงี ของล่อกวนตง (หลอกว้านจง) นอกจากนั้นยังมีอีกสามเรื่อง คือ ซ้องกั๋ง (ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน) ไซอิ๋ว และ จินผิงเหมย (สามสาวคาวกาม) ตัวเอกในเรื่อง ซ้องกั๋งแต่ละคนมีวีรกรรมและวิทยายุทธที่ผิดแปลกแตกต่าง ทั้งยังมีฉายาที่เรียกหากันในยุทธจักร ซึ่งเป็นต้นแบบแก่นิยายกำลังภายในยุคหลัง แต่ยังไม่มีการใช้กำลังภายในส่วนนิทานซึ่งมีขนาดสั้นกว่านิยาย ได้มีผู้รวมเป็นชุดไว้ ที่มีชื่อเสียงคือชุด “ซานเหยียน (สามวาทะ)” สามเล่ม และชุด “เอ้อไพ (สองทุบโต๊ะ)” นิทานในชุด ซานเหยี่ยน – เอ้อไพ นี้ มีหลายเรื่องที่ ตัวละคร การดำเนินเรื่อง และองค์ประกอบต่างๆมีลักษณะของนิยายกำลังภายในอย่างสมบูรณ์ เช่นเรื่อง “หลิวซานตงคุยโตที่ซุ่นเฉียงเหมิง” มีเรื่องของสัตว์ประหลาดที่มีอำนาจพิเศษปราบสัตว์ที่ใหญ่กว่าได้ เรื่องหญิงสาวผู้มีพลังลึกล้ำฆ่าเสือด้วยมือเปล่าได้ ใช้นิ้วจารึกเป็นตัวอักษรลงในก้อนศิลาได้ นักศึกษาวัยเยาว์แต่มีวิทยายุทธ์สูงล้ำ เพียงแต่ในเรื่องนี้ยังไม่มีคำว่า “กำลังภายใน” “เดินลมปราณ” จึงยังไม่อาจนับเป็นนิยายกำลังภายในที่สมบูรณ์ได้ต่อมาในยุคราชวงค์ชิง นิยายคดีความซึ่งมีการสอบสวน สืบล่าหาตัวคนร้าย มีเรื่องการต่อสู้และแสดงวีรกรรมจอมยุทธอย่างชัดเจน เช่น เรื่อง “ซือกง” “แพกง” เรื่องเด่นที่สุดคือ “สามผู้กล้าห้าผู้ทรงธรรม” ซึ่งต่อมามีผู้ปรับปรุงเป็น “เจ็ดผู้กล้าห้าผู้ทรงธรรม” โดยมีการกล่าวถึง จอมยุทธ์ใต้จั่นเจาและจอมยุทธเหนือโอวหยางชุน นอกจากนี้ยังมีนิยายที่เน้นการต่อสู้เพื่อเชิดชูคุณธรรมอีกเช่น เรื่อง “เจ็ดกระบี่สิบสามจอมยุทธ์” เรื่องที่เด่นที่สุดคือเรื่อง “ตำนานจอมยุทธหญิง” ได้รับยกย่องว่าเป็น “สองยอดนิยายวีรธรรม” คู่กับ เรื่อง “สามผู้กล้าห้าผู้ทรงธรรม” ซึ่งถือเป็นพัฒนาการขั้นสุดท้ายของ “ยุทธ์นิยาย” หรือ “นิยายวีรธรรม” ก่อนที่จะกลายเป็นนิยายกำลังภายในอย่างสมบูรณ์ช่วงปลายราชวงศ์ชิง นิยายวีรธรรมเรื่องหนึ่งมีลักษณะของนิยายกำลังภายในอย่างสมบูรณ์ เพราะในการต่อสู้นอกจากมีการใช้วิทยายุทธ์แล้วยังมีเรื่องกำลังภายใน การจี้สกัดจุด การโจมตีจุดตายในร่างกาย เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน คือเรื่อง “เฉียนหลงฮ่องเต้ประพาสเจียงหนาน” เนื้อเรื่องกล่าวถึง เฉียนหลงฮ่องเต้ปราบสำนักเส้าหลินใต้ ตัวละครเอกได้แก่ หลวงจีนจี้เสียง (จื้อส้าน) หลวงจีนซำเต็ก (ซานเต๋อ) ปึงสี่เง็ก (ฟางสื้ออี้) อั้งฮีกัว (หงสี่กวน) โอ้วฮุ่ยเคี้ยง(หูฮุ่ยเฉียง)พจนะ – สารนุกรมคันฉ่องส่องชมนิยมกำลังภายใน ของจีน กล่าวสรุปนิยายเรื่องนี้ไว้ว่า“หนังสือเรื่องนี้บรรยายพรรณาฉากการต่อสู้ได้ดีมาก มีอิทธิพลต่อนิยายกำลังยุคหลังเป็นอันมาก แม้ผู้แต่งจะยืนอยู่ข้างราชสำนักแมนจู สดุดีเฉียนหลงว่าเป็นฮ่องเต้อันประเสริฐ เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ เห็นชาวยุทธจักรที่ต่อต้านราชสำนักเป็นกฎบ ผลสุดท้ายประสบภัยพิบัติวอดวาย แต่ตอนปลายราชวงค์ชิง (แมนจู) ผู้คนจำนวนมากกลับแสดงความเห็นขัดแย้ง โดยนำเรื่องราวของตัวละครเอกในเรื่องเช่น ปึงสี่เง็ก โอ้วฮุ่ยเคี้ยง มาแต่งใหม่เป็นวีรชนผู้กล้า ส่วนนักพรตคิ้วขาวปั๊งเต้าเต็ก (เฝิงเต้าเต๋อ) กอจิ้นตง (เกาจิ้นจง) เป็นสุนัขรับใช้ราชวงค์ชิง ซึ่งเป็นทัศนคติที่แตกต่างจากนิยายเรื่องนีโดยสิ้นเชิง”กล่าวได้ว่าเรื่อง “เฉินหลงฮ่องเต้ประภาสเจียงหนาน” เป็นนิยายกำลังภายในที่สมบูรณ์เรื่องแรก ส่วนเรื่องอื่นๆก่อนหน้านั้นเป็นเพียง “ยุทธ์นิยาย” แต่หนังสือวิชาการเกี่ยวกับนิยายกำลังภายในมักเรียกว่า “นิยายกำลังภายในแบบโบราญ” มีการพัฒนามายาวนานตั้งแต่ราชวงค์ฮั่นจนถึงต้นราชวงค์ชิงยุคของนิยายกำลังภายในที่แท้จริงเริ่มขึ้นในยุคสาธารณรัฐ เรียกกันว่า “นิยายกำลังภายในแบบเก่า” ต่อมาเมื่อจีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสังคมนิยม นิยายกำลังภายในได้พัฒนาไปเป็น “นิยายกำลังภายในแบบใหม่” ที่มาหนังสือ สกัดจุดยุทธจักรมังกรหยกผู้ประพันธ์ ถาวร สิกขโกศลสำนักพิมพ์ สร้างสรรค์บุ๊คส์พิมพ์ ครั้งที่ 3 มีนาคม 2543

ตงง้วน

น. นพรัตน์, ว. ณ เมืองลุง, จำลอง พิศนาคะ อาจเป็นชื่อที่คอหนังสือนิยายจีนกำลังภายใน หรือที่เรานิยมเรียกว่า "นิยายจีน" เป็นอย่างดีแน่นอน ในฐานะผู้แปลนิยายจีน หรือ ผู้แปลรุ่นแรกๆ ที่ปัจจุบันท่านได้ห่างหายไปจากยุทธจักรนี้แล้วอาทิเช่น ส.เลิศสุนทร, ส. เรืองอรัญ , ส. สมสกุล, บ.รุ่งโรจน์, ย.ปัญญาเลิศ, เทียน จันทรา, โบตั๋น, เทียนทอง, เพลิง นภดล, ธวัช สกุลรัตนะ , นาคราช, ช่ออินทนิล, ช.โชสัมฤทธิ์, จตุรงค์ พงษ์นาคินทร์ และอีกหลายๆท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง หรือ นักแปลรุ่นใหม่ๆ อาทิเช่น คนบ้านเพ, ก วรรธนะ, แก้วชาย ธรรมาชัย เป็นต้น ดิฉินเป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะนิยายจีนกำลังภายใน ซึ่งดิฉันได้พยายามรวบรวม สะสมเก็บรักษาไว้ได้จำนวนหนึ่ง และ ยังคงสะสมเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งถือว่าเป็นงานอดิเรกที่รักมาก สำหรับดิฉันนิยายจีนบางเรื่อง ดิฉันอ่านมามากกว่า 20 รอบแล้ว ก็ไม่เคยเบื่อ นานๆครั้งหยิบมาอ่านสักที ก็ได้คุณค่า ปรัชญาชีวิต มุมมองแง่คิดต่างๆ รวมทั้งสาระบันเทิงที่ได้รับ จากสำนวนการแปล การเรียบเรียงจากผู้แปลท่านต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น กว่า 20 ปี ที่สะสมด้วยใจรัก ในท่านจอมยุทธผู้สรรสร้างทั้งหลายอาทิเช่น โก้วเล้ง, กิมย้ง, อ้อเล้งเซ็ง, อึ้งเอ็ง, ซีเบ๊จี่เอ็ง และ ท่านอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งได้รับการถ่ายทอด ถอดความ ออกมาเป็นสำนวนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากผู้แปลท่านต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้ว อีกทั้งดิฉินเองเองก็สนใจศึกษาด้านคอมพิวเตอร์มาบ้าง จึงคิดอยากจะเผยแพร่ อนุรักษ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทัศนคติ เป็นศูนย์รวมให้กับบรรดาท่านจอมยุทธผู้กล้าทั้งหลาย ทั้งผู้เฒ่า วัยฉกรรจ์ หรือ บุรุษหนุ่ม อิสตรีสาว ที่ต้องการก้าวเข้ามาในบู๊ลิ้มแห่งนี้ ผมในฐานะ ก้วงแก (ผู้ดูแล) ทำหน้าที่กำกับดูแล และ เป็นสื่อกลาง จึงใคร่ขอเชิญท่านจอมยุทธผู้กล้า, บัณฑิตยอดกวี, ซือเอี้ย (ที่ปรึกษา) และ ท่านที่สนใจจะเป็นเสียวเฮียบ (ผู้กล้าหาญน้อย) หรือ นึ่งเฮียบ (ผู้กล้าหาญสตรี) คนใหม่

เกริ่นนำ

ตัวผู้สร้างบล็อคนี้ขี้นมานั้น มีความชอบส่วนตัวในเรื่องของนิยายมากและก้อมีคนอีกมากที่มีความสนใจในเรื่องนี้เช่นกัน อย่างแรกนั้นอยากให้ทุกคนได้อ่าน เพราะเวลาทางดิฉินเองนั้นหาอ่านเองยากหรือไม่ก้อต้องซื้อมาอ่าน ซึ่งมันก้อไม่จำเป็นเช่นกัน แต่การอ่านนิยายกำลังภายในที่นำมาเสนอในเวปนี้ทำให้ดิฉัน
ตอนที่เริ่มอ่านแรกๆ ติดใจในตัวละครของนิยายกำลังภายในนี้อย่างไม่รู้ตัว และจึงอยากจะนำเสนอต่อทุกคนเช่นกัน